Skip to main content

นกอัลบาทรอส เนื้อหา อนุกรมวิธาน ประวัติศาสตร์ ลักษณะ นิเวศวิทยา ถิ่นที่อยู่อาศัยและพฤติกรรม ชนิด การศึกษาวิจัย สถานภาพในปัจจุบัน นกอัลบาทรอสในศิลปกรรม ความเชื่อ อ้างอิง แหล่งข้อมูลอื่น รายการเลือกการนำทาง"Systema Naturae 2000 / Classification - Family Diomedeidae"the originalนก, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 1. โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนกอัลบาทรอส : Albatross ในเว็บไซต์สำรวจโลก จาก NextStepAlbatross. ENCYCLOPÆDIA Britannica Facts matterคอลัมน์: สิงสาราสัตว์: นกอัลบาทรอส, วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553. อาร์วายทีไนน์ALBATROSS NATURAL HISTORY. Cosee-westAlbatross. องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลWandering albatross. BBCนกอัลบาทรอส (Albatross), พฤศจิกายน พ.ศ. 2555. Explore2013.blogspot.com (บล็อกสำรวจโลก)นกอัลบาทรอสส์กับลม, gaga01, 23 มกราคม พ.ศ. 2555. Funny.hunsa.comDOI: 10.1126/science.1210270Discovery NewsPhysOrgsciencenowAlbatrosses. เว็บไซต์บีบีซีแพขยะแห่งแปซิฟิก กับ นกอัลบาทรอส หนึ่งในสิ่งบ่งชี้ผลกระทบต่อธรรมชาติ ในเว็บไซต์กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมChris Jordan– Midway ในเว็บไซต์ Photography for a Greener Planet"ช่วยด่วน 'นกอัลบาทรอส' บินหลงฟ้า! บาดเจ็บตกบ่อกุ้งที่จันทบุรี""Harrods unveils Diana, Dodi statue"นกอัลบาทรอส (Albatross ) เขียนโดย ณัฐฎา แสงคำ ในเว็บไซต์ ก้าวทุกวินาทีกับสหวิชา.comDiomedeidaeนกอัลบาทรอสนกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลนกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์ BirdLifeเว็บไซต์โครงการอนุรักษ์นกอัลบาทรอสและนกทะเลคลิปวิดีโอนกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์ The Internet Bird Collectionข้อมูลทั้งหมดของนกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์เนชั่นแนลจีโอกราฟิก

สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์นกทะเลนกอัลบาทรอส


อังกฤษนกทะเลDiomedeidaeเป็ดการสูญพันธ์ศตวรรษการทำประมงเบ็ดราวปลาทูน่านกจมูกหลอดภาษาโปรตุเกสนกกระทุงกะลาสีเรือชาวโปรตุเกสชาวดัตช์ชาวดัตช์ท้องฟ้ากะลาสีเรือค.ศ. 1593ริชาร์ด ฮอว์กินส์นกทะเลหงส์ค.ศ. 1672จอห์น ไฟรเออร์ประเทศอินเดียค.ศ. 1747จอร์จ เอ็ดเวิร์ดค.ศ. 1798แซมมวล เทย์เลอร์ คอเลริดจ์กะลาสีห่านกระดูกนกทะเลนกอัลบาทรอสชูตี้นกนางนวลนกอัลบาทรอสคิ้วดำลูกเบสบอลนกอัลบาทรอสวอนเดอริ่งสีขาวสีเทาสีน้ำตาลสีเทาสีดำนกอัลบาทรอสจมูกเหลืองแอตแลนติกนกอัลบาทรอสจมูกเหลืองอินเดียสีเหลืองสีดำดาวเทียมโลกทะเลสมองนกปอดถุงลมปอดออกซิเจนแรงโน้มถ่วงของโลกระดับน้ำทะเลลมแรงเสียดทานชนิดละติจูดโคลนเกาะมิดเวย์นกอัลบาทรอสเลย์สันฝรั่งเศสเยอรมนีค.ศ. 1970ขั้วโลกใต้มหาสมุทรซีกโลกใต้ค.ศ. 1970ค.ศ. 2008การประมงปลาหมึกทะเลนกทะเลสถานะความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติค.ศ. 2004นกอัลบาทรอสอัมสเตอร์ดัมนกอัลบาทรอสทริสตันนกอัลบาทรอสวอนเดอริ่งค.ศ. 2009แพขยะใหญ่แปซิฟิกมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือพลาสติกพลาสติกอาหารกระเพาะอาหารการทำประมงเบ็ดราวการประมงอำเภอแหลมสิงห์จังหวัดจันทบุรีทองแดงห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์กรุงลอนดอนประเทศสหราชอาณาจักรอนุสรณ์สถานการสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทองแดงโดดี ฟาเยดไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์พายุทวีปแอนตาร์กติกประเทศเยอรมนีลิเวอร์พูลประเทศอังกฤษ










(function()var node=document.getElementById("mw-dismissablenotice-anonplace");if(node)node.outerHTML="u003Cdiv class="mw-dismissable-notice"u003Eu003Cdiv class="mw-dismissable-notice-close"u003E[u003Ca tabindex="0" role="button"u003Eปิดu003C/au003E]u003C/divu003Eu003Cdiv class="mw-dismissable-notice-body"u003Eu003Cdiv id="localNotice" lang="th" dir="ltr"u003Eu003Cp class="mw-empty-elt"u003Eu003C/pu003Eu003C/divu003Eu003C/divu003Eu003C/divu003E";());




นกอัลบาทรอส




จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี






ไปยังการนำทาง
ไปยังการค้นหา


สำหรับภาพยนตร์ ดูที่ อัลบาทรอส (ภาพยนตร์)
















นกอัลบาทรอส
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: โอลิโกซีน–ปัจจุบัน, 34.0–0Ma

PreЄ

Є

O

S

D

C

P

T

J

K

Pg

N









Thalassarche melanophris - In the colony.jpg

นกอัลบาทรอสคิ้วดำ (Thalassarche melanophris)

สถานะการอนุรักษ์



เสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (IUCN 3.1)


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร:

สัตว์

ไฟลัม:

สัตว์มีแกนสันหลัง
ชั้น:

สัตว์ปีก
ชั้นย่อย:

Neornithes
ชั้นฐาน:

Neoaves
อันดับ:

นกจมูกหลอด
วงศ์:

Diomedeidae
G.R. Gray 1840[1]

สกุล


  • นกอัลบาทรอสใหญ่


  • นกอัลบาทรอสแปซิฟิกเหนือ


  • มอลลี่มาว์ค

  • นกอัลบาทรอสชูตี้


Cypron-Range Diomedeidae.svg
การแพร่กระจายพันธุ์ (สีฟ้า)

นกอัลบาทรอส (อังกฤษ: Albatrosses) เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ จัดอยู่ในวงศ์ Diomedeidae กระจายพันธุ์อยู่เป็นฝูงตามชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งต่าง ๆ ในเขตร้อน และเขตอบอุ่นทั่วโลก (ดูในแผนที่)


นกอัลบาทรอสจัดว่าเป็นนกที่บินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก[2] เมื่อกางปีกออก โดยอาจกว้างได้ถึง 3.5 เมตร ในกลุ่มนกอัลบาทรอสใหญ่ แม้แต่ขนาดเล็กที่สุดก็ยังกว้างได้ถึง 2 เมตร นกอัลบาทรอสจะบินอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถบินได้ไกลถึงวันละ 15,000 กิโลเมตร เพียงเพื่อหาอาหารกลับมาเลี้ยงลูกเท่านั้น แต่เมื่อนกอัลบาทรอสอยู่บนพื้นดินแล้วกลับมีพฤติกรรมที่งุ่มง่าม เนื่องจากไม่ถนัดในการเดิน เพราะมีฝ่าตีนที่แผ่แบนเป็นพังผืดเหมือนตีนเป็ด[3]


นกอัลบาทรอสสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 60 ปีแต่ขยายพันธุ์ช้ามากจนเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ภายในศตวรรษหน้า ภัยคุกคามสำคัญของมันคือการทำประมงเบ็ดราวในแต่ละปี มีนกอัลบาทรอสกว่า 100,000 ตัวที่ตายเพราะติดสายเบ็ดที่วางไว้เป็นล้านๆ เพื่อจับปลาทูน่า[4]




เนื้อหา





  • 1 อนุกรมวิธาน

    • 1.1 ศัพทมูลวิทยา



  • 2 ประวัติศาสตร์

    • 2.1 การสังเกตการณ์


    • 2.2 ตำนาน



  • 3 ลักษณะ


  • 4 นิเวศวิทยา

    • 4.1 การบิน



  • 5 ถิ่นที่อยู่อาศัยและพฤติกรรม


  • 6 ชนิด


  • 7 การศึกษาวิจัย


  • 8 สถานภาพในปัจจุบัน


  • 9 นกอัลบาทรอสในศิลปกรรม


  • 10 ความเชื่อ


  • 11 อ้างอิง


  • 12 แหล่งข้อมูลอื่น




อนุกรมวิธาน


นกอัลบาทรอสจัดอยู่ในอันดับนกจมูกหลอด (Procellariiformes) โดยมีความหมายว่า "จมูกที่เป็นท่อ" เพราะนกอัลบาทรอสมีท่อที่ยาวจากจะงอยปากขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้มันสามารถตรวจจับอาหารและค้นหาพื้นที่สำหรับสร้างรัง[5]



ศัพทมูลวิทยา


ชื่อของนก "อัลบาทรอส" แผลงมาจากคำว่า "อัลคาทราซ" ในภาษาโปรตุเกส มีความหมายว่า นกกระทุงขนาดใหญ่ เพราะกะลาสีเรือชาวโปรตุเกสในสมัยโบราณเรียกชื่อมันผิด ส่วนนักเดินเรือชาวดัตช์ เรียกมันว่า "มอลลีม้อก" ซึ่งมีความหมายว่า "นกนางนวลเซ่อซ่า" เพราะนกชนิดนี้นักเดินเรือชาวดัตช์เห็นว่ามันเซ่อซ่า เพราะมันยอมให้นักเดินเรือใช้เบ็ดสอยมันร่วงจากท้องฟ้า[6]



ประวัติศาสตร์



การสังเกตการณ์




ภาพนกอัลบาทรอสในวารสาร "O Panorama" ในปี ค.ศ. 1837


นกอัลบาทรอสปรากฏอยู่ในศิลปะ บทกวี และวรรณกรรมหลายเรื่องในสมัยก่อน โดยส่วนมากนกอัลบาทรอสจะถูกสังเกตโดยกะลาสีเรือ โดยในปี ค.ศ. 1593 ริชาร์ด ฮอว์กินส์ ได้อธิบายการเห็นนกทะเลชนิดหนึ่งในการเดินทางของเขาว่า เขาได้เห็นหงส์หลายตัว มีรูปร่างใหญ่ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และบินไปไกลประมาณ 2 ฟาทอม ต่อมาในปี ค.ศ. 1672 จอห์น ไฟรเออร์ ได้บันทึกเกี่ยวกับนกอัลบาทรอสที่มีชื่อบันทึกว่า "albetrosses" ในระหว่างการเดินทางไปยังประเทศอินเดียว่า "เราได้พบกับประกาศกแห่งคาบสมุทรผู้ซึ่งล้วนแล้วไปด้วยขน...พวกอัลบาทรอส สัตว์เหล่านี้มีร่างกายอันใหญ่โต แต่ก็ยังไม่เท่าปีกของพวกมันซึ่งเมื่อกางแล้วจักทวีความยาวขึ้นเป็นสองเท่า" และต่อมาในปี ค.ศ. 1747 จอร์จ เอ็ดเวิร์ด นักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนก ได้วาดภาพนกอัลบาทรอสที่ถูกต้องตามลักษณะ[7]



ตำนาน


ในปี ค.ศ. 1798 แซมมวล เทย์เลอร์ คอเลริดจ์ ได้ประพันธ์และตีพิมพ์ บทกวีของกะลาสีชรา แต่โคเลอริดจ์เองก็ไม่เคยเห็นนกอัลบาทรอสมาก่อน ในบทกวีกล่าวถึงนกอัลบาทรอสใจอารีที่ช่วยโบกลมให้เรือแล่น แต่เมื่อกะลาสีคนหนึ่งฆ่านกตายโดยไม่ทันคิด กะลาสีคนอื่น ๆ ก็หวาดกลัวได้ลงโทษกะลาสีคนนั้นด้วยการเอาซากนกแขวนไว้รอบคอเขา จากบทกวีนี้ได้สร้างความเชื่อที่ว่า การฆ่านกอัลบาทรอสจะนำความโชคร้ายมาให้ แต่ในความเป็นจริงกะลาสีเรือชาวอังกฤษฆ่าและกินเนื้อนกอัลบาทรอสอยู่เป็นประจำ รวมทั้งไข่นกด้วย ที่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ห่าน น้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม กล่าวกันว่ามีรสชาติอร่อย แถมยังเอากระดูกมาทำกล้องยาสูบและเอาเท้ามาทำกระเป๋าเงินอีกด้วย[3][7]



ลักษณะ


นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลขนาดใหญ่ โดยแบ่งลักษณะได้ตามขนาดของมัน คือ นกอัลบาทรอสขนาดเล็ก เช่น นกอัลบาทรอสชูตี้ อาจมีขนาดเท่ากับนกนางนวล เมื่อกางปีกออกจะกว้างได้ถึง 2 เมตร ส่วนนกอัลบาทรอสขนาดกลาง เช่น นกอัลบาทรอสคิ้วดำ มีส่วนหัวเท่าหรือใหญ่กว่าลูกเบสบอลเล็กน้อย จะงอยปากยาวประมาณ 10 เซนติเมตร[3] นกขนาดโตเต็มที่มีความยาวลำตัว 80-100 เซนติเมตร และนกอัลบาทรอสขนาดใหญ่ เช่น นกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง มีขนาดจากปีกข้างหนึ่งไปถึงอีกปีกข้างหนึ่งอาจกว้างได้ถึง 3.5 เมตร[8][9] โดยส่วนมากนกอัลบาทรอสจะลำตัวมีสีขาว ปีกสีเทา แต่บางชนิดลำตัวสีน้ำตาล, สีเทา และสีดำ และแต่ละชนิดจะมีลักษณะเด่น เช่น นกอัลบาทรอสจมูกเหลืองแอตแลนติก และนกอัลบาทรอสจมูกเหลืองอินเดีย มีสีเหลืองตรงกลางจะงอยปากสีดำ



นิเวศวิทยา



การบิน


นกอัลบาทรอสต่างจากนกทะเลจำพวกอื่น ๆ คือ จะบินอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถบินได้ไกลถึงวันละ 15,000 กิโลเมตร เพียงเพื่อหาอาหารกลับมาเลี้ยงลูกเท่านั้น เป็นนกที่ออกบินตั้งแต่เช้า และจะกลับเข้ามาหาฝั่งต่อเมื่อผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกเท่านั้น การติดตามโดยใช้ดาวเทียมเผยให้เห็นว่า นกอัลบาทรอสบางตัวใช้เวลาบินรอบโลกไม่ถึง 2 เดือน และสามารถลอยตัวอยู่บนอากาศได้นานถึง 6 วัน โดยไม่ต้องกระพือปีกเลย[10] แม้กระทั่งในกระแสลมแรง โดยการบินนั้นไม่ได้ใช้การกระพือปีกเหมือนนกจำพวกอื่น ๆ แต่กลับบินอยู่ใกล้ผิวทะเลโดยใช้ลมจากคลื่นมาช่วยในการพยุงการบินเหมือนการร่อนมากกว่า ช่วงเวลาที่นกอัลบาทรอสต้องใช้พลังงานในการบินมากที่สุดคือ ตอนที่จะทะยานขึ้นท้องฟ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่ต้องกระพือปีกอย่างสุดกำลัง นกที่มีอายุมาก เช่น 50 ปี อาจมีระยะทางในการบินแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000,000 กิโลเมตร


เหตุที่นกอัลบาทรอสสามารถบินได้ไกลก็ด้วย มีสมองที่ควบคุมทิศทางการบินได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีสรีระที่แข็งแกร่ง มีปีกทั้งคู่ที่เมื่อกางออกแล้วเต็มไปด้วยเอ็นกล้ามเนื้อที่ยึดระหว่างไหล่กับศอก มัดกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงแต่มีขนาดเล็กกว่าลำตัวมากเมื่อเทียบกับนกอื่น ๆ และเช่นเดียวกับนกทั่วไป คือ นกอัลบาทรอสไม่รับลมเข้าสู่ปอดโดยตรงแต่มีถุงลม ทำหน้าที่คอยเติมและปล่อยลม เพื่อควบคุมให้อากาศไหลผ่านปอดและเพิ่มการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งศักยภาพของปีกนกอัลบาทรอสช่วยให้ทุกครั้งที่ร่อนอยู่ในอากาศเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ถึง 6 เมตร ทุกครั้งที่ปล่อยตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลก จึงไม่อาจจะโบกปีกได้ตลอดเวลา


นกอัลบาทรอสมีวิธีการร่อนลม 2 แบบ คือ การร่อนระดับสูง เป็นการร่อนที่เลี้ยวเพื่อรับลมเพื่อไต่ระดับความสูงจากนั้นจึงทิ้งตัวดิ่งลงเบื้องล่าง เพื่อเร่งความเร็ว และการบินร่อนระดับต่ำ โดยใช้กระแสลมที่พัดผ่านเหนือคลื่นทำให้เกิดแรงยกตัว ซึ่งการร่อนทั้ง 2 แบบนี้ จะทำให้มีความเร็วถึง 65 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่ความสูงขณะบินสูงได้ถึง 18.3 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยลมที่ลดความเร็วลงจากแรงเสียดทานบริเวณผิวน้ำเริ่มเร็วขึ้นอีกที่ระดับความสูง 4.5 เมตร ความเร็วที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นช่วยยกตัวให้นกอัลบาทรอสบินได้สูงขึ้นเมื่อลมพัดผ่านเหนือปีกได้เร็วกว่าใต้ปีก[3]



ถิ่นที่อยู่อาศัยและพฤติกรรม




ภาพนกอัลบาทรอสกำลังโบยบินในอะแลสกา โดยสถาบันมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1997


นกอัลบาทรอสจะทำรังบนหน้าผาหรือตามชายหาด ชายฝั่งทะเลต่าง ๆ ทั่วโลก ต่างกันตามแต่ละชนิด โดยเฉพาะในทะเลซีกโลกใต้ ในเขตละติจูดที่มีกระแสลมรุนแรงที่สุดในโลก เป็นถิ่นอาศัยของนกอัลบาทรอสทั้งหมด ซึ่งไม่ว่าจะบินไปไกลแค่ไหน ก็จะกลับมาทำรังยังถิ่นเกิด และนกอัลบาทรอส 4 ชนิด อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือและกลาง มีพฤติกรรมผลัดกันกกไข่และออกหาอาหารในทะเล จากการศึกษาพบว่าใช้เวลานานถึง 10-30 วัน [3]


นกอัลบาทรอสอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือนิคมขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนคู่นกได้มากถึงหลักแสนคู่ นกวัยรุ่นจะเริ่มมีพฤติกรรมจับคู่กัน เมื่อจับคู่ได้แล้วจะใช้เวลานานบางทีอาจถึง 2 ปี เพื่อทำความรู้จักกัน ช่วยกันสร้างรัง ก่อนถึงการผสมพันธุ์จริง ๆ ซึ่งบางชนิดอาจใช้เวลานานถึง 3-9 ปี และเมื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันซึ่งอาจจะถึง 20 ปี หรือนานกว่านั้น ซึ่งกิริยาที่นกแสดงออกว่าชอบพอกัน คือ การไซ้ขนให้กัน สลับกันทำหน้าที่ให้กัน เป็นต้น นกอัลบาทรอสวางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ไข่มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ขนาดเท่ากับไข่ห่าน โดยวางไว้บนรังที่ทำจากโคลนที่ก่อขึ้นมาจากพื้นดิน เมื่อลูกนกฟักออกมาก็จะรอพ่อแม่อยู่ในรังนี้


นอกจากนี้แล้ว นกอัลบาทรอสยังเชื่อว่าน่าจะเป็นนกที่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ทั้งที่อายุมากที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากในปี ค.ศ. 2016 ที่แหล่งพักพิงสัตว์ป่าแห่งชาติเกาะปะการังมิดเวย์ บนเกาะมิดเวย์ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิจัยพบนกอัลบาทรอสเลย์สัน (Phoebastria immutabilis) เพศเมียตัวหนึ่ง ชื่อ "วิสดอม" อายุ 66 ปี สามารถแพร่ขยายพันธุ์วางไข่ได้ โดยวิสดอมได้ห่างหายจากเกาะมิดเวย์นานถึง 60 ปี ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากวิสดอมมีปลอกคอที่ถูกสวมไว้เพื่อแสดงอัตลักษณ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956[11]


เมื่อพ่อแม่นกกลับมายังรัง จะบดอาหารที่หามาได้เป็นของเหลวข้นลักษณะคล้ายน้ำมันที่เต็มไปด้วยแคลอรี เมื่อจะป้อนลูกจะเอาจะงอยปากไปขัดกับจะงอยปากของลูก จากนั้นจึงจะปล่อยของเหลวข้นนั้นเข้าปากลูก ซึ่งพ่อแม่นกอัลบาทรอสบางครั้งต้องใช้เวลานานถึง 15 นาทีเพื่อป้อนอาหารให้แก่ลูกนกซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักตัวลูกนก ก่อนที่จะบินออกไปหาอาหารอีกนานหลายสัปดาห์หรือหลายพันกิโลเมตร ซึ่งในระหว่างมื้ออาหารนี้ ลูกนกจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง ซึ่งพ่อแม่นกจะจดจำลูกของตัวเองไม่ได้จากลักษณะภายนอก ต้องอาศัยการสังเกตจากเสียงร้องหรือกลิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะ


เมื่อลูกนกอัลบาทรอสหัดบินมักจะตกน้ำทำให้ขนเปียกปอน ในช่วงนี้มีลูกนกจำนวนมากที่ต้องตายไปถึงร้อยละ 40 เพราะไม่มีพ่อแม่นกคอยช่วย เนื่องจากนกอัลบาทรอสไม่มีพฤติกรรมที่สอนลูกให้หัดบินหรือเดินทางหาอาหาร ลูกนกจึงต้องฝึกฝนทักษะเหล่านี้ด้วยตัวเอง [3]



ชนิด





นกอัลบาทรอสบูลเลอร์





นกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง



  • นกอัลบาทรอสใหญ่ (Diomedea)

    • นกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง D. exulans


    • นกอัลบาทรอสแอนทีโพดีน D. (exulans) antipodensis


    • นกอัลบาทรอสอัมสเตอร์ดัม D. (exulans) amsterdamensis


    • นกอัลบาทรอสทริสตัน D. (exulans) dabbenena


    • นกอัลบราทรอสรอยัลเหนือ D. (epomorpha) sanfordi


    • นกอัลบาทรอสรอยัลใต้ D. epomophora



  • นกอัลบาทรอสแปซิฟิกเหนือ (Phoebastria)

    • นกอัลบาทรอสคลื่น P. irrorata


    • นกอัลบาทรอสหางสั้น P. albatrus


    • นกอัลบาทรอสตีนดำ P. nigripes


    • นกอัลบาทรอสเลย์สัน P. immutabilis



  • มอลลี่มาว์ค (Thalassarche)

    • นกอัลบาทรอสคิ้วดำ T. melanophris


    • นกอัลบาทรอสแคมป์เบลล์ T. (melanophris) impavida


    • นกอัลบาทรอสชี T. cauta


    • นกอัลบาทรอสกระหม่อมขาว T. steadi


    • นกอัลบาทรอสซัตตัม T. (cauta) eremita


    • นกอัลบาทรอสซัลวิน T. (cauta) salvini


    • นกอัลบาทรอสหัวเทา T. chrysostoma


    • นกอัลบาทรอสจมูกเหลืองแอตแลนติก T. chlororhynchos


    • นกอัลบาทรอสจมูกเหลืองอินเดีย T. (chlororhynchos) carteri


    • นกอัลบาทรอสบูลเลอร์ T. bulleri



  • นกอัลบาทรอสชูตี้ (Phoebetria)

    • นกอัลบาทรอสชูตี้ P. fusca


    • นกอัลบาทรอสจนกระทั่งแสง P. palpebrata



การศึกษาวิจัย


ทีมนักวิจัยจาก National Centre for Scientific Research (CNRS-CEBC) ของฝรั่งเศส และ Helmholtz-Centre for Environmental Research (UFZ) ของเยอรมนี ได้นำข้อมูลการหาอาหารและสืบพันธุ์ของนกอัลบาทรอสที่สะสมไว้ยาวนานถึงกว่า 20 และ 40 ปี มาวิเคราะห์ ผลปรากฏว่านกอัลบาทรอสใช้เวลาในการบินออกหาอาหารน้อยลง จากที่ใช้เวลาประมาณ 12.4 วันต่อหนึ่งเที่ยวในปี ค.ศ. 1970 ลดลงเหลือแค่ 9.7 วันในปี 2008 เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้จากการติดเครื่องส่งสัญญาณบนตัวนก ระยะทางการหาอาหารของนกไม่ได้เพิ่มหรือลดลงมากนัก คืออยู่ที่ประมาณ 3,500 กม. เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง นกอัลบาทรอสมุ่งลงไปหาอาหารแถวขั้วโลกใต้ซึ่งมีลมแรงมากขึ้น นั่นแปลได้ว่านกอัลบาทรอสบินได้เร็วขึ้น และสาเหตุที่นกบินได้เร็วขึ้นก็เนื่องมาจากอุณหภูมิของมหาสมุทรซีกโลกใต้ที่เพิ่มขึ้น[12] เป็นประโยชน์ให้นกอัลบาทรอสได้อาศัยลมที่แรงขึ้นในการพยุงตัวร่อนไปตามลม การที่นกบินได้เร็วกว่าเดิม ทำให้แม่นกกลับมาป้อนอาหารให้ลูกนกได้ถี่ขึ้น เป็นการเพิ่มจำนวนประชากรนกอย่างอ้อม ๆ


ในปี ค.ศ. 1970 มีลูกนกเพียงร้อยละ 66 เท่านั้นที่ฟักเป็นตัว นอกนั้นตายตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากไข่ แต่ในปี ค.ศ. 2008 มีลูกนกร้อยละ 77 รอดออกมาดูโลกได้ ไม่ใช่แค่ลูกนกจะรอดเพิ่มขึ้นเท่านั้น นกอัลบาทรอสตัวเต็มวัยก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-12 ด้วย (ประมาณ 1 กิโลกรัม) คาดว่าคงเป็นการปรับตัวเพื่อให้บินในสภาวะลมแรงได้ดีขึ้น เมื่อกางปีกออกจนสุด นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลที่มีวงปีกกว้างที่สุดในโลก ปัจจุบันคาดว่ามีประชากรนกที่สืบพันธุ์ได้ประมาณ 8,000 คู่ ประชากรนกอัลบาทรอสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการประมงที่ไปแย่งอาหารของนกอัลบาทรอส (ปลาและหมึกทะเล)[13][14][15][16]



สถานภาพในปัจจุบัน




ซากของนกอัลบาทรอสเลย์สันแสดงให้เห็นขยะพลาสติกต่างๆที่ติดอยู่ในส่วนบริเวณท้องของมัน


นกอัลบาทรอสในปัจจุบันเป็นนกทะเลที่มีสถานะความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critically endangered) ยอมรับจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ประกาศในปี ค.ศ. 2004[7] โดยมีสามชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ได้แก่ นกอัลบาทรอสอัมสเตอร์ดัม, นกอัลบาทรอสทริสตัน และนกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง และอีก 16 ชนิดที่กำลังถูกคุกคามและอาจสูญพันธุ์ในอนาคต[17] เนื่องจากกรณีในปี ค.ศ. 2009 นกอัลบาทรอส ได้รับผลกระทบจากแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) ที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ซึ่งขยะพวกนี้ทิ้งมาจากผืนดิน เช่น พลาสติก ทำให้นกอัลบาทรอสกินขยะพลาสติกจากแพขยะทะเลเหล่านี้เข้าไป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันอยู่ในกระเพาะอาหารสะสมไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถกินอะไรเข้าไปได้และตายในที่สุด[18][19] นอกจากสาเหตุนี้แล้วนกอัลบาทรอสยังติดสายเบ็ดจากการทำประมงเบ็ดราวและการแย่งอาหารของนกอัลบาทรอสจากการประมง ทำให้นกอัลบาทรอสมีจำนวนประชากรน้อยลง[4]


ในต้นปี ค.ศ. 2016 ในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ในประเทศไทย พบนกอัลบาทรอสตัวหนึ่งบินพลัดหลงตกลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรผู้หนึ่ง ตัวนกมีน้ำหนักประมาณ 1.9 กิโลกรัม ปีกแต่ละข้างเมื่อกลางออกมีความยาวประมาณ 1.30 เมตร โดยได้รับบาดเจ็บที่ปีกข้างซ้าย[20]



นกอัลบาทรอสในศิลปกรรม


นกอัลบาทรอสได้ปรากฏในศิลปกรรมรูปหล่อทองแดง "Innocent Victims" ในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ โดยในรูปหล่อทองแดงมีโดดี ฟาเยดที่กำลังเต้นรำกับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์บนชายหาดภายใต้ปีกของนกอัลบาทรอส ใต้ฐานของรูปหล่อมีป้ายจารึกไว้ว่า "Innocent Victim" (เหยื่อผู้บริสุทธิ์)[21]



ความเชื่อ


ในสมัยก่อนกะลาสีเรือมีความเชื่อว่าเมื่อมีลูกเรือตายจะกลับชาติไปเกิดเป็นนกอัลบาทรอส และเวลาใดที่กะลาสีเรือเห็นนกอัลบาทรอสขณะเรืออยู่กลางทะเลลึก เชื่อว่าพายุกำลังจะมา หรือถ้าใครฆ่านกอัลบาทรอส คนนั้นก็จะมีแต่เรื่องไม่ดีตลอดชีวิต ซึ่งต้องเอาซากนกอัลบาทรอสกรอบคอเพื่อลบล้างอาถรรพ์ กะลาสีเรือจึงถือว่านกอัลบาทรอสเป็นนกอัปมงคล จนกระทั่งในปัจจุบัน ความเชื่อในการเป็นนกอัลบาทรอสยังมีอยู่ ดังเช่นกรณีในปี ค.ศ. 1959 เรือสินค้า Calpen Star ได้ขนนกอัลบาทรอสจากทวีปแอนตาร์กติกไปเลี้ยงที่สวนสัตว์ในประเทศเยอรมนี ขณะเรือแวะจอดที่ลิเวอร์พูล ในประเทศอังกฤษ เหล่ากะลาสีได้ทิ้งเรือ เพราะเชื่อว่าอัลบาทรอสเป็นนกอัปมงคลที่ได้สร้างปัญหาตลอดทาง ทำให้กัปตันเรือต้องหาลูกเรือใหม่ เพื่อนำเรือออกจากท่าเดินทางต่อ[22]



อ้างอิง




  1. ↑ Brands, Sheila (14 August 2008). "Systema Naturae 2000 / Classification - Family Diomedeidae". Project: The Taxonomicon. Archived from the original on 16 June 2009. สืบค้นเมื่อ 17 February 2009..mw-parser-output cite.citationfont-style:inherit.mw-parser-output qquotes:"""""""'""'".mw-parser-output code.cs1-codecolor:inherit;background:inherit;border:inherit;padding:inherit.mw-parser-output .cs1-lock-free abackground:url("//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/65/Lock-green.svg/9px-Lock-green.svg.png")no-repeat;background-position:right .1em center.mw-parser-output .cs1-lock-limited a,.mw-parser-output .cs1-lock-registration abackground:url("//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/d/d6/Lock-gray-alt-2.svg/9px-Lock-gray-alt-2.svg.png")no-repeat;background-position:right .1em center.mw-parser-output .cs1-lock-subscription abackground:url("//upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/aa/Lock-red-alt-2.svg/9px-Lock-red-alt-2.svg.png")no-repeat;background-position:right .1em center.mw-parser-output .cs1-subscription,.mw-parser-output .cs1-registrationcolor:#555.mw-parser-output .cs1-subscription span,.mw-parser-output .cs1-registration spanborder-bottom:1px dotted;cursor:help.mw-parser-output .cs1-hidden-errordisplay:none;font-size:100%.mw-parser-output .cs1-visible-errorfont-size:100%.mw-parser-output .cs1-subscription,.mw-parser-output .cs1-registration,.mw-parser-output .cs1-formatfont-size:95%.mw-parser-output .cs1-kern-left,.mw-parser-output .cs1-kern-wl-leftpadding-left:0.2em.mw-parser-output .cs1-kern-right,.mw-parser-output .cs1-kern-wl-rightpadding-right:0.2em


  2. ↑ นก, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 1. โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


  3. ↑ 3.03.13.23.33.43.5 หน้า 131-151, เหินร่อนหวงหาวกับเจ้าเวหา อัลบาทรอส โดย คาร์ล ซาฟินา, National Geographic ฉบับภาษาไทย: ฉบับที่ 77 ธันวาคม 2550 ISSN 1513-9840


  4. ↑ 4.04.1 นกอัลบาทรอส : Albatross ในเว็บไซต์สำรวจโลก จาก NextStep


  5. ↑ Albatross. ENCYCLOPÆDIA Britannica Facts matter


  6. ↑ คอลัมน์: สิงสาราสัตว์: นกอัลบาทรอส, วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553. อาร์วายทีไนน์


  7. ↑ 7.07.17.2 ALBATROSS NATURAL HISTORY. Cosee-west


  8. ↑ Albatross. องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล


  9. ↑ Wandering albatross. BBC


  10. ↑ นกอัลบาทรอส (Albatross), พฤศจิกายน พ.ศ. 2555. Explore2013.blogspot.com (บล็อกสำรวจโลก)


  11. ↑ หน้า 7, นกทะเลแก่ที่สุดในโลกออกไข่. "โลกโศภิณ". ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21511: วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 1 ปีวอก


  12. ↑ นกอัลบาทรอสส์กับลม, gaga01, 23 มกราคม พ.ศ. 2555. Funny.hunsa.com


  13. ↑ Science DOI: 10.1126/science.1210270


  14. ↑ Discovery News


  15. ↑ PhysOrg


  16. ↑ sciencenow


  17. ↑ Albatrosses. เว็บไซต์บีบีซี


  18. ↑ แพขยะแห่งแปซิฟิก กับ นกอัลบาทรอส หนึ่งในสิ่งบ่งชี้ผลกระทบต่อธรรมชาติ ในเว็บไซต์กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม


  19. ↑ Chris Jordan– Midway ในเว็บไซต์ Photography for a Greener Planet


  20. ↑ "ช่วยด่วน 'นกอัลบาทรอส' บินหลงฟ้า! บาดเจ็บตกบ่อกุ้งที่จันทบุรี". ไทยรัฐ. 8 January 2016. สืบค้นเมื่อ 10 January 2016.


  21. ↑ "Harrods unveils Diana, Dodi statue". CNN. 1 September 2005. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008.


  22. ↑ นกอัลบาทรอส (Albatross ) เขียนโดย ณัฐฎา แสงคำ ในเว็บไซต์ ก้าวทุกวินาทีกับสหวิชา.com


  • del Hoyo, Josep, Andrew Elliott and Jordi Sargatal Handbook of the Birds of the World Volume 1 (1992)

  • Shirihai, Hadoram A Complete Guide to Antarctic Wildlife ISBN 951-98947-0-5


แหล่งข้อมูลอื่น








  • นกอัลบาทรอส

  • นกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล

  • นกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์ BirdLife

  • เว็บไซต์โครงการอนุรักษ์นกอัลบาทรอสและนกทะเล

  • คลิปวิดีโอนกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์ The Internet Bird Collection

  • ข้อมูลทั้งหมดของนกอัลบาทรอส ในเว็บไซต์เนชั่นแนลจีโอกราฟิก




ดึงข้อมูลจาก "https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=นกอัลบาทรอส&oldid=6759096"










รายการเลือกการนำทาง



























(window.RLQ=window.RLQ||[]).push(function()mw.config.set("wgPageParseReport":"limitreport":"cputime":"0.448","walltime":"0.565","ppvisitednodes":"value":12754,"limit":1000000,"ppgeneratednodes":"value":0,"limit":1500000,"postexpandincludesize":"value":55203,"limit":2097152,"templateargumentsize":"value":19056,"limit":2097152,"expansiondepth":"value":20,"limit":40,"expensivefunctioncount":"value":0,"limit":500,"unstrip-depth":"value":1,"limit":20,"unstrip-size":"value":18992,"limit":5000000,"entityaccesscount":"value":1,"limit":400,"timingprofile":["100.00% 437.407 1 -total"," 56.47% 246.991 1 แม่แบบ:Taxobox"," 53.49% 233.958 1 แม่แบบ:Taxobox/core"," 23.81% 104.160 1 แม่แบบ:รายการอ้างอิง"," 21.59% 94.445 1 แม่แบบ:Fossil_range"," 19.36% 84.698 1 แม่แบบ:Phanerozoic_220px"," 15.35% 67.130 7 แม่แบบ:Taxonomy"," 15.29% 66.889 1 แม่แบบ:Cite_web"," 14.86% 65.002 11 แม่แบบ:Fossil_range/bar"," 12.42% 54.329 34 แม่แบบ:Period_start"],"scribunto":"limitreport-timeusage":"value":"0.070","limit":"10.000","limitreport-memusage":"value":2268049,"limit":52428800,"cachereport":"origin":"mw1326","timestamp":"20190414095147","ttl":2592000,"transientcontent":false););"@context":"https://schema.org","@type":"Article","name":"u0e19u0e01u0e2du0e31u0e25u0e1au0e32u0e17u0e23u0e2du0e2a","url":"https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AA","sameAs":"http://www.wikidata.org/entity/Q55805","mainEntity":"http://www.wikidata.org/entity/Q55805","author":"@type":"Organization","name":"Contributors to Wikimedia projects","publisher":"@type":"Organization","name":"Wikimedia Foundation, Inc.","logo":"@type":"ImageObject","url":"https://www.wikimedia.org/static/images/wmf-hor-googpub.png","datePublished":"2012-07-06T15:33:41Z","dateModified":"2016-12-13T21:01:53Z","image":"https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/29/Thalassarche_melanophris_-_In_the_colony.jpg"(window.RLQ=window.RLQ||[]).push(function()mw.config.set("wgBackendResponseTime":139,"wgHostname":"mw1261"););

Popular posts from this blog

Bruad Bilen | Luke uk diar | NawigatsjuunCommonskategorii: BruadCommonskategorii: RunstükenWikiquote: Bruad

Modern approach to radio buttons

A word for worn pool table felt